ระทึก! ช้างตกใจเข็มเจาะเลือด จนท.เก็บตัวอย่างหนีเตลิด

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งเหตุช้างตกใจ เข็มเจาะเลือดของเจ้าหน้าที่คณะทำงานเก็บตัวอย่างเลือดช้างในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดช้างต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ภายในปางช้างภูเก็ตซาฟารี ใสยวน ตั้งอยู่บนถนนใสยวน-จุดชมวิว หมู่ 7 ต.ราไวย์ อ.เมือง โดยช้างได้วิ่งหนีขึ้นเขา ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดช้างตกใจวิ่งหนีหกล้มและชนรถที่จอดได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

พบพนักงานและเจ้าหน้าที่ตลอดจนนักท่องเที่ยวอยู่ในอาการตกใจ และชี้ให้ดูช้างที่ตกใจ ชื่อ พลายลักกี้ อายุประมาณ 8 ปี กำลังวิ่งขึ้นไปบนเนินเขาหลังปางช้าง ห่างจากลานจอดรถประมาณ 200 เมตร ซึ่งเป็นเส้นทางเดินป่าให้บริการของปาง หลังมีช้างอีกตัวเดินผ่านมาและเห็นเข็มที่เจ้าหน้าที่ทำการเจาะ จึงตกใจและใช้ลำตัวกระแทกเข้าที่ด้านข้างของพลายลักกี้ โดยขณะนั้นมีนายสรพงศ์ เเฉล้มไธสง อายุ 37 ปี ควาญช้าง และนายวันเฉลิม ศิริพักด์ อายุ 29 ปี พนักงานของปางวิ่งตามช้างขึ้นไปด้วย และพยายามใช้กล้วยหลอกล่อให้ช้างหยุด แต่พลายลักกี้ไม่ยอมให้นายสรพงศ์ควาญช้างเข้าใกล้ และพยายามวิ่งขึ้นไปอีก 100 เมตร จนนายเฉลิมต้องวิ่งตามเข้าไปใกล้ ก่อนตัดสินใจกระโดดเกาะที่นั่งหลังช้างแต่ไม่สามารถปีนขึ้นได้ จึงห้อยติดไปกับช้าง ก่อนจะปีนขึ้นไปบนช้างสำเร็จ และใช้ตะขอควบคุมช้างให้อยู่ในความสงบและนำตัวลงมาได้ในที่สุด

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเพิ่มเติมที่ลานจอดรถด้านล่าง พบรถกระบะซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่ชุดเจาะเก็บตัวอย่างช้างยุบ ได้รับความเสียหายบริเวณซุ้มล้อด้านซ้าย และอีก 1 คัน เป็นรถตู้บริการนักท่องเที่ยวซึ่งจอดอยู่ได้รับความเสียหายบริเวณกระจกมองหลังหัก และมีรอยบุบ ส่วนผู้บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเก็บตัวอย่างเลือดช้างเป็นชาย 1 คน มีแผลแตกที่คิ้วซ้าย และถลอกที่แขนซ้าย และเจ้าหน้าที่หญิงอีก 1 คน มีแผลที่ขาจากการวิ่งชนสิ่งกีดขวาง นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่หญิงอีกคนซึ่งตกใจเช่นกันวิ่งไปชนกับสังกะสีกั้น ที่อยู่ด้านข้างจนขาถูกสังกะสีบาดเป็นแผลเหวอะ หน่วยกู้ชีพเทศบาลตำบลราไวย์ช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาลตำบลฉลอง

อย่างไรก็ตามสำหรับเหตุการณ์ช้างตกใจเข็มเจาะ และวิ่งเตลิดในครั้งนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุขึ้นที่ปางช้างพระใหญ่ ช้างไทย ซอยยอดเสน่ห์ หมู่ 10 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต มาแล้ว 1 ครั้ง โดยเจ้าหน้าที่เข้าเจาะเก็บตัวอย่างเลือด “พลายกองทอง” จนเกิดตกใจวิ่งชนรถยนต์ได้รับความเสียหาย 1 คัน ก่อนจะมาเกิดซ้ำอีก จึงทำให้หลายฝ่ายรวมทั้งผู้ประกอบการเริ่มมีความกังวลถึงมาตรการความปลอดภัย ขณะทำการเจาะ ซึ่งควรอยู่ห่างจากจุดที่มีนักท่องเที่ยวหรือมีการควบคุมด้วยโซ่ล่าม หรือเครื่องพันธนาการเพื่อป้องกันอันตรายถึงแม้จะไม่พบประวัติว่าช้างเคยทำร้ายคนก็ตาม โดยการเก็บตัวอย่างเลือด ตรวจสอบตั๋ว รูปพรรณ และดูแลสุขภาพช้างในปางต่างๆ จำนวน 23 แห่ง ในจ.ภูเก็ต มีช้าง 222 เชือก ตามมาตรการป้องกันการนำช้างป่ามาสวมสิทธิ์เป็นช้างบ้าน ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะดำเนินการไปจนถึงวันที่ 22 ม.ค.นี้

กู้ระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำแคว คาดฝีมือวัยรุ่นคึกคะนอง

“อีโอดี” เมืองกาญจน์ เข้าเก็บกู้ระเบิด”ลูกเกลี้ยง” บนสะพานข้ามแม่น้ำแคว หลังนักท่องเที่ยวเจอซุกในกล่องวางทิ้งไว้ คาดฝีมือวัยรุ่นคึกคะนอง ขณะที่ตำรวจเร่งตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเมื่อวันที่ 19 ม.ค. พ.ต.ท.บำรุง วสุนทรานิติกุล รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.เมือง จ.กาญจนบุรี

รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยอยู่ในกล่องพลาสติกสีส้ม ซุกซ่อนอยู่ใต้ที่พักคนเดิน บนสะพานข้ามแม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม อ.เมืองกาญจนบุรี จึงรีบไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ชวลิต สุขสุวรรณ์ รอง ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี และกำลังชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดกก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรีภายหลังพบเป็นระเบิด

เอ็ม 26 หรือ “ลูกเกลี้ยง” จึงนำยางรถยนต์เข้าวางครอบก่อนเก็บกู้เอาไว้ได้ เบื้องต้นพบว่าเป็นระเบิดสภาพเก่า คาดว่าเป็นฝีมือเด็กวัยรุ่นนำมาทิ้งไว้ด้วยความคึกคะนอง แต่ว่านักท่องเที่ยวมาพบเข้าเสียก่อนอย่างไรก็ตามทางตำรวจจะได้ตรวจหาข้อมูลจากกล้องวงจรปิด เพื่อดูว่าใครเป็นคนนำระเบิดดังกล่าวมาทิ้งไว้ต่อไป

จับคาสุวรรณภูมิเจ้าพ่อยาบ้า เผยส่งยาเข้าไทยกว่า 5 ล.เม็ด

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์รอง ผบช.ก. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.ปส. ชุดสยบไพรี และตำรวจบก.ทท. สนธิกำลังกว่า 100 นาย เข้าร่วมปฎิบัติกา ร”ชัยยะสยบไพรี 60/1″ บุกเข้าจับกุมตัว นายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 41 ปี สัญชาติสปป.ลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับหมายจับศาลอาญาที่ 5/2560 ลงวันที่ 9 มกราคม 2560 ข้อหา “ร่วมกันนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และยังเป็นผู้ค้ายาเสพติดเบอร์ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังต้องการตัวมากที่สุด

โดยจับกุมตัวได้ขณะกำลังเดินออกจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พร้อมควบคุมเพื่อน นายไซซะนะ ได้อีก 3 ราย เป็นชาย 1 ราย และหญิง 2 รายทั้งหมดสัญชาติ สปป.ลาว ไปสอบสวนต่อยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)

ทั้งนี้พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า ผู้ค้ายาเสพติดรายนี้ถือว่าเป็นผู้ค้ารายใหญ่ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามมากว่า 5 ปี แล้ว และไม่เคยมีประวัติการค้ายาแต่จากแนวทางการสืบสวนจาก บช.ปส. บช.ก. และตำรวจภูธรภาคต่าง ๆ ที่สามารถจับเครือข่ายของผู้ต้องหาเอาไว้ได้นั้น พบว่ามีความเชื่อมโยงกัน วันนี้ตนจึงเปิดปฎิบัติการชัยยะสยบไพรี 60/1 บุกเข้าจับกุมผู้ต้องหาพร้อมเตรียมยึดทรัพย์อีกจำนวนมากโดยคนเหล่านี้ได้ฆ่าลูกหลานของเรามากมายเหลือเกิน เป็นเวลากว่า 5 ปี ที่มีคนไทยเครือข่ายของนายไซซะนะ โดนจับไปแล้วประมาณ 50 คน และส่งยาเสพติด (ยาบ้า) เข้ามาในประเทศไทยกว่า 5 ล้านเม็ด

พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ต้องหารายนี้เป็นเครือข่ายเดียวกันกับนายอุสมานสะแลแมง ชาวไทยมุสลิม ซึ่งนักค้ายารายใหญ่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่อื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยผู้ต้องหามีความสำคัญเลยระดับเล่าต๋าแสนลี่ ราชาค้ายาเสพติดรายใหญ่ เทียบเคียงเท่ากับเหว่ย เซียะ กัง นักค้ายาเสพติดระดับโลก โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะมีความรู้การศึกษาที่สูงเพราะมีวิธีการหลบหลีกหนีมาโดยตลอด ซึ่งไม่เคยมีใครถึงตัวเค้าได้เลย และมักจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยแถบทางภาคอีสานโดยวันนี้ผู้ต้องหาพร้อมเพื่อนก็พึ่งเดินทางกลับหลังจากไปเที่ยวภูเก็ตมา ทางเจ้าหน้าที่ต้องเร่งตัดเส้นทางการลำเลียงของขบวนการนี้ให้ได้ อย่างไรก็ตามจะนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส. อีกครั้ง

แม่ค้าส้มตำวังสะพุง ถูกหวยรับ 6 ล้าน บอกมีเงินจะควงสากต่อไป ไม่เลิก

บุญหล่นทับแม่ค้าส้มตำที่ อ.วังสะพุง จ.เลย ซื้อลอตเตอรี่ในตลาดนัดได้เลข 57 ที่อยากได้ พบถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน บอกได้เงินแล้วก็จะยึดอาชีพแม่ค้าส้มตำต่อไป พร้อมเอาเงินที่ได้ไปใช้หนี้ ทำบ้าน เก็บเงินเป็นทุนการศึกษาให้ลูก

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.60 นางสมรศรี หรือป๊าจิ๋ม แก้วอุดม อายุ 56 ปี แม่ค้าขายส้มตำในโรงเรียนศรีสงครามวิทยา อ.วังสะพุง จ.เลย บุญหล่นทับซื้อลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เลข 145157 รับ 6 ล้าน เตรียมขึ้นเงินนำมาเงินมาสร้างบ้าน จ่ายหนี้สิน และเป็นทุนการศึกษาให้ลูกๆ 4 คน

นางสมรศรี กล่าวว่า เมื่อวันพุธที่ 11 ม.ค.60 ตนเองได้ไปที่ตลาดนัดคลองถม อ.วังสะพุง มีแม่ค้าขายลอตเตอรี่เดินมาขายเลข 145157 ซึ่งเหลือใบสุดท้าย และเป็นเลขท้าย 57 ที่ตนเองกำลังหาซื้ออยู่ จึงได้ซื้อมา 1 ใบ ราคา 80 บาท หลังจากรางวัลลอตเตอรี่ประกาศผล จึงนำลอตเตอรี่มาตรวจในช่วงเย็น ปรากฏว่าถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน ดีใจจนร้องไห้ ตั้งสติ รีบโทรไปบอกสามีซึ่งกำลังสอนเด็กนักเรียนอยู่ จากนั้นได้นำลอตเตอรี่ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองเลย

ส่วนเงินที่ได้รับ 6 ล้าน จะไปสร้างบ้านที่เมืองเลย ซึ่งตนเองไม่มีบ้านอาศัย ปัจจุบันมาพักอยู่ที่บ้านพักครูที่โรงเรียนศรีสงครามวิทยามานาน 30 กว่าปีแล้ว อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้หนี้สินสหกรณ์ครูเลยที่สามีไปกู้ยืมมา และอีกส่วนเป็นการศึกษาบุตรอีก 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ถึงแม้ว่าจะถูกรางวัลที่ 1 เป็นเงิน 6 ล้าน ก็ยังไม่คิดจะเลิกอาชีพขายส้มตำที่โรงเรียน ซึ่งขายมาแล้ว 10 กว่าปี

“สุเทพ”เมิน”เอ็มโอยู”ปรองดอง ชี้ไม่ใช่ทางออก

“สุเทพ” หนุนรัฐบาลสร้างความปรองดอง แต่ “MOU” ไม่ใช่ทางออก ยันไม่ร่วมเซ็น ชี้ต้องทำให้ “คนในชาติ” เคารพกฏหมาย นำไปสู่ความปรองดองแท้จริงก่อนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย(กปปส.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมการปฏิรูปและตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ตนขอสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีการปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มีพระกษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ตนมองว่าการตั้งคณะกรรมการปรองดองฯ มีหัวใจหลัก 3 ด้านคือ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดอง แต่รู้สึกกังวลในส่วนของการสร้างความปรองดอง เพราะหัวใจหลักที่สำคัญของการปรองดองคือ จะต้องรณรงค์ให้ ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนจะต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย และหวังว่าการปรองดอง จะทำให้ทุกอย่างสงบสุข เรียบร้อยประเทศเจริญก้าวหน้า เดินไปข้างหน้าได้

นอกจากนี้ในส่วนของการจับมือเซ็น MOU ร่วมกันนั้น คงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างความปรองดองได้ เพราะความปรองดอง จะเกิดขึ้นได้นั้นประชาชนทุกคนในชาติต้องสามัคคีกัน และตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรม ที่อ้างความปรองดอง หรือการออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112, การกระทำการทุจริตคอรัปชั่น ,การกระทำความผิดอาญาต่างๆ เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการปรองดอง

ส่วนกรณีหากจะให้พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นแย้งกับรัฐบาลมาร่วมแสดงความคิดเห็นหาทางออกเพื่อความปรองดองของประเทศ และการเซ็น MOU ร่วมกันนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า จะไม่ไปร่วมลงนาม MOU ดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้น ไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง เพระแค่การลงนาม MOU การปรองดองจะไม่เกิดผลอย่างแท้จริง แต่หากมีการเชิญตนให้ไปร่วมแสดงความคิด เห็นเพื่อหาทางออกของความปรองดองนั้น ก็ยินดีที่จะเข้าร่วม

เปิดคำพิพากษา 3 ศาล “คดีครูจอมทรัพย์”

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม“ศาลนครพนม”-“ศาลอุทธรณ์ ภาค 4”-“ศาลฎีกา”คดีครูจอมทรัพย์”คำพิพากษาศาลจังหวัดนครพนมคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดสกลนคร ต่อศาลจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พ.ศ. 2548 ในข้อหา ความผิดต่อชีวิต, ประมาท ,ความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกต่อมาศาลจังหวัดนครพนม มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. พ.ศ.2549 ว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลากลางคืน มีเหตุเกิดขึ้นที่ ถนนสายธาตุน้อย-นาเหนือ ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม มีผู้ขับขี่รถยนต์ชนจักรยานที่มีนายเหลือ พ่อบำรุง เป็นผู้ขับขี่ เป็นเหตุให้นายเหลือถึงแก่ความตาย ต่อมาเจ้าพนักงานสืบทราบว่า รถยนต์คันที่เฉี่ยวชนผู้ตายมีหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร จึงทำการตรวจสอบจนทราบว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวอยู่ในขณะเกิดเหตุ

ทั้งได้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบร่องรอยการเฉี่ยวชนของรถคันดังกล่าวแล้ว เชื่อว่ารถดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถจักรยานของผู้ตายจริง จึงจับตัวจำเลยมาดำเนินคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ เบิกความว่า วันเวลาเกิดเหตุพยานเห็นรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของพยาน ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขี่รถจักรยานสวนทางมา จนเฉี่ยวชนผู้ตายแล้วคนขับรถยนต์หยุดรถ พยานหันคันบังคับรถจักยานยนต์ไปยังบริเวณที่รถยนต์กระบะจอดอยู่เพื่อให้ไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของพยานส่องไปเห็นป้ายทะเบียน ปรากฏหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางคืน และสภาพที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนสองช่องทางเป็นช่องทางเดินขึ้นทางหนึ่งและทางล่องอีกทางหนึ่ง และไม่มีแสงไฟส่องสว่าง การที่รถยนต์คันดังกล่าวขับแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่สวนมาโดยไม่ใช้ความระมัดระวังว่า มีรถแล่นสวนมาในช่องทางเดินรถอีกช่องทางหนึ่งหรือไม่

แสดงให้เห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกขับมาด้วยความประมาทเลินเล่อส่วนในประเด็นว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีหมายเลขทะเบียนอะไรนั้น นางทัศนีย์ เบิกความว่าใช้แสงไฟฟ้าของรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ส่องไปบริเวณท้ายรถยนต์ที่จอดอยู่ห่างประมาณ 10 เมตร สามารถเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน จึงน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่นางทัศนีย์เบิกความว่า สามารถจดจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ชนผู้ตายได้ตั้งแต่ในที่เกิดเหตุต่อมาพนักงานสอบสวนตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวจนกระทั่งทราบเจ้าของรถและนำรถมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ร.ต.อ.ทศพล ธรรมวงศ์ ผู้ตรวจพิสูจน์ก็ตรวจพบว่าบริเวณฝากระโปรงด้านหน้าข้างซ้ายรถ มีรอยครูดใหม่และบริเวณใกล้กับโคมไฟหน้ามีลักษณะกระทบกับวัตถุที่มีน้ำหนักและอ่อนนุ่มเช่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคน จนปรากฏรอยเส้นประทับอยู่ และตรวจพบสีเขียวที่บริเวณตะเกียบกับบังโคลนด้านหน้ารถจักรยานของผู้ตาย

โดยความเห็นของ ร.ต.อ. ทศพล ก็สอดคล้องกับความเห็นของผู้ตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์และสอดคล้องกับความความเห็นของพยานอีกปาก คือ นายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร เบิกความว่า พยานซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร จากจำเลย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 แล้วจำเลยขอยืมรถไปใช้ทำธุระแจ้งว่า จะนำมาคืนตอนเย็นของวันเดียวกัน แต่ก็ไม่นำมาคืนตามนัด พยานไปรับรถคืนที่บ้านจำเลยเมื่อวันที่12 มีนาคม 2548 พบร่องรอยขูดขีดที่กระโปรงรถด้านซ้ายอันเป็นรอยที่ไม่เคยเห็นมาก่อนต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งชิ้นส่วนรถจักรยานของผู้ตาย ที่มีสีเขียวติดอยู่กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร.ต.อ.หญิง ประทุม พรมมี ผู้ตรวจพิสูจน์ก็ยังลงความเห็นว่า สีเขียวที่ปรากฏในชิ้นส่วนรถจักรยานผู้ตาย เป็นสีเขียวชนิดเดียวกับสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์คำเบิกความของนางทัศนีย์ ประจักษ์พยานประกอบความเห็นของผู้ชำนาญการพิเศษทั้งสองปาก มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังว่า

มีผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนกับรถจักรยานของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจริงสำหรับในประเด็นว่าใครเป็นผู้ขับรถยนต์ฺคันดังกล่าวชนผู้ตายนั้น นายประพัฒน์ เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวในช่วงเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับเช่นนั้นและแม้นางทัศนีย์ จะเบิกความในชั้นศาลว่า พยานเห็นคนขับรถยนต์กระบะลงมาจากรถด้วยและยืนยันว่าคนขับเป็นผู้ชาย โดยนายทวีเลิศและนายสว่าง พ่อบำรุง ซึ่งเป็นน้องชายผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวให้นายทวีเลิศ ฟังด้วย และนายทวีเลิศ ก็มาเล่าให้นายสว่าง ฟังอีกต่อหนึ่ง แต่ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศ ก็ไม่ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเอาไว้ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงในส่วนที่สำคัญ โดยนางทัศนีย์ เบิกความว่า ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว

แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกไว้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและผิดปกติอย่างยิ่งที่พนักงานสอบสวนจะไม่ได้บันทึกว่าประจักษ์พยานเห็นผู้กระทำความผิดว่าเป็นชายหรือหญิง อีกทั้งจะสันนิษฐานว่าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยจงใจไม่บันทึกคำให้การเช่นว่านั้นเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในขณะสอบปากคำพยานดังกล่าว พนักงานสอบสวนก็ยังไม่ทราบว่า เจ้าของรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุเป็นชายหรือหญิง คำให้การในชั้นสอบสวนในส่วนนี้จึงน่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ไปในที่เกิดเหตุจริง ที่จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ขับรถไปในบริเวณเกิดเหตุนั้น ก็มีเพียงตัวจำเลยและนางยุพิน ซึ่งเป็นญาติของจำเลยมาเบิกความเท่านั้น จึงเป็นเรื่องง่ายแก่การกล่าวอ้างและมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยมีนายคึกฤทธิ์ สุนรบดี เจ้าพนักงานขนส่ง มาเบิกความว่า สีเขียวบริเวณตัวอักษรและขอบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล เหมือนกันทั่วประเทศนั้น

แต่คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงตั้งแต่คำของประจักษ์พยาน, ผู้ชำนาญการผู้ตรวจร่องรอยการเฉี่ยวชน และผู้ทำการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนรถจักรยานกับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ไม่ได้อาศัยเพียงผลการตรวจพิสูจน์ที่ระบุว่า สีเขียวที่ติดอยู่บริเวณชิ้นส่วนรถจักรยานเป็นสีเขียวชนิดเดียวกับสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เท่านั้น จึงไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3 ปี ,ฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 2 เดือนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 4คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์ชนรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่หรือไม่ศาลเห็นว่า นางทัศนีย์ ประจักษ์พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่ได้บอกเพื่อนที่ขับขี่รถจักยานยนต์ตามหลังมาว่า รถยนต์กระบะคันที่ชนยี่ห้ออะไร หมายเลขทะเบียนอะไร และไม่ได้บอกญาติผู้ตายด้วยทำให้น่าสงสัย ว่าพยานจะเห็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะดังกล่าวและจดจำได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าพยานเห็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะดังกล่าวและจดจำได้

พยานก็น่าจะต้องรีบบอกเพื่อนที่ขับรถจักรยานยนต์ตามมาทันทีว่า จำหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ชนผู้ตายได้เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามผู้ขับรถยนต์ชนผู้ตายและที่นางทัศนีย์เบิกความคนขับรถยนต์กระบะเป็นผู้ชาย ก็ไม่ตรงกับจำเลยซึ่งเป็นผู้หญิงส่วนรถยนต์กระบะที่จำเลยขายให้นายประพัฒน์ และยืมไปในวันเกิดเหตุมีรอยครูดบริเวณด้านหน้าซ้ายนั้น เห็นว่า หากรถยนต์กระบะแล่นแซงรถจักรยานยนต์ที่นางทัศนีย์ ขับขี่ล้ำเข้าไปชนกับรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่สวนทางมา รถยนต์กระบะต้องแซงออกไปทางด้านขวาของรถจักยานยนต์ที่นางทัศนีย์ขับขี่และน่าจะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานทางด้านขวาของรถยนต์กระบะ ดังนั้นรอยครูดที่ปรากฏทางด้านซ้ายของรถยนต์กระบะ จึงไม่น่าเชื่อว่า จะเกิดจากการเฉี่ยวชนกับรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่และที่มีสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ติดอยู่ที่ตะเกียบหน้าซ้ายและบังโคลนหน้าของรถจักรยานนั้น แสดงว่า รถจักรยานถูกรถยนต์ชนบริเวณแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งน่าจะทำให้แผ่นป้ายทะเบียนมีร่องรอยการถูกชน แต่กลับได้ความ จาก ร.ต.อ.ทศพล ว่าแผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์กระบะดังกล่าวไม่มีรอยบุบพยานหลักฐานโจทก์ยังมีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่หรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดมา จึงเห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาศาลฯเห็นว่า คดีนี้ไม่ได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในที่เกิดเหตุ ดังนั้นจึงจำต้องพิจารณาเสียก่อนว่า รถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมีหมายเลขทะเบียนอะไร ในข้อนี้ โจทก์มีนางทัศนีย์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เบิกความยืนยันว่า พยานเห็นและจดจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะคันที่ชนผู้ตายได้ว่ามีหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร เห็นว่า แม้ว่าเหตุคดีนี้จะเกิดในเวลากลางคืนและบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางส่องสว่างก็ตาม แต่นางทัศนีย์ ก็เบิกความว่า ใช้แสงไฟของรถจักยานยนต์คันที่ตนขับส่องไปบริเวณท้ายรถยนต์ที่จอดอยู่ห่างประมาณ10 เมตร สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน โดยยืนยันด้วยว่าไฟส่องสว่างด้านหน้ารถจักยานยนต์ของตนยังอยู่ในสภาพดี และคำเบิกความดังกล่าวนี้ก็สอดคล้องกับในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์ ที่ได้ให้การใกล้ชิดกับวันเวลาที่เกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำเบิกความของนางทัศนีย์ เมื่อต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์กระบะคันดังกล่าว

จนกระทั่งทราบชื่อเจ้าของรถและนำรถมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยมี ร.ต.อ.ทศพล ธรรมวงศ์ เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ ซึ่งก็ได้ตรวจพบว่าบริเวณฝากระโปรงด้านหน้าข้างซ้ายของรถมีรอยครูดซึ่งมีลักษณะของการครูด2 ครั้ง มีรอยครูดใหม่ทับรอยครูดเก่า และบริเวณใกล้กับโคมไฟหน้ามีลักษณะกระทบกับวัตถุที่มีน้ำหนักและอ่อนนุ่มเช่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ จนปรากฏรอยเส้นประทับอยู่ และตรวจพบสีเขียวที่บริเวณตะเกียบกับบังโคลนด้านหน้ารถจักรยานของผู้ตายตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งความเห็นของ ร.ต.อ.ทศพล ก็สอดคล้องกับความเห็นของนายสุรพงษ์ ละมูลน้อย ผู้ตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์กระบะที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้ทำการตรวจสภาพรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครแล้ว พบว่าบนฝากระโปรงด้านซ้ายมีรอยครูดเก่าและรอยครูดใหม่จากด้านโคมไฟส่องหน้าเฉียงยาวไปถึงกระจกมองข้างด้านซ้ายและคำเบิกความของนายประพัฒน์ ที่ว่า

เมื่อรับรถยนต์กระบะจากจำเลยพบรอยครูดใหม่ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ความเห็นของร.ต.อ.ทศพล ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือนอกนั้นยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งชิ้นส่วนรถจักรยานของผู้ตายที่มีสีเขียวติดอยู่กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่ง ร.ต.อ หญิงประทุม พรมมี ผู้ตรวจพิสูจน์ก็ได้ลงความเห็นว่า สีเขียวที่ปรากฏในชิ้นส่วนรถจักรยานของผู้ตายเป็นสีเขียวชนิดเดียวกับสีเขียวของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กระบะเมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของนางทัศนีย์ ประจักษ์พยานโจทก์ประกอบความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ทั้งสองปากแล้ว ทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า

มีผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนกับรถจักรยานของผู้ตายส่วนในข้อที่ว่า ผู้ใดเป็นคนขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวชนผู้ตายนั้น โจทก์มีนายประพัฒน์ มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันดังกล่าวในช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งในข้อนี้จำเลยก็เบิกความรับว่าเป็นจริงแม้นางทัศนีย์ จะเบิกความในชั้นศาลว่า พยานเห็นคนขับรถยนต์กระบะลงมาจากรถด้วยและยืนยันว่าคนขับเป็นผู้ชาย โดยนายทวีเลิศและนายสว่าง พ่อบำรุง ซึ่งเป็นน้องชายผู้ตายต่างเบิกความว่า นางทัศนีย์มาเล่าข้อเท็จจริงดังกล่าวให้นายทวีเลิศ ฟังด้วย และนายทวีเลิศ ก็มาเล่าให้นายสว่าง ฟังอีกต่อหนึ่ง แต่ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางทัศนีย์และนายทวีเลิศ ก็ไม่ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเอาไว้ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงในส่วนที่สำคัญ โดยนางทัศนีย์ เบิกความว่า ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกไว้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและผิดปกติอย่างยิ่งที่พนักงานสอบสวนจะไม่ได้บันทึกว่าประจักษ์พยานเห็นผู้กระทำความผิดว่าเป็นชายหรือหญิง อีกทั้งจะสันนิษฐานว่าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยจงใจไม่บันทึกคำให้การเช่นว่านั้นเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในขณะสอบปากคำพยานดังกล่าว พนักงานสอบสวนก็ยังไม่ทราบว่า เจ้าของรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุเป็นชายหรือหญิง คำให้การในชั้นสอบสวนในส่วนนี้จึงน่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนครชนผู้ตายจริง ที่จำเลยนำสืบว่า ไม่ได้ขับรถไปในบริเวณที่เกิดเหตุนั้นก็มีเพียงจำเลยและนางยุพิน ปรีจิตร ซึ่งเป็นญาติของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานเท่านั้น ซึ่งง่ายแก่การกล่าวอ้างและมีน้ำหนักน้อยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

“เขารักกันมาก…” สุดเศร้า นักบินกริพเพนเพิ่งแต่งงาน 3 ปี รักเมียสุดหัวใจ!

จากเหตุการณ์สุดสะเทือนใจของคนไทยทั้งประเทศ อันเป็นเหตุให้ นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธิ์ ปัถวี เสียชีวิตทันที

มีโอกาสได้พูดคุย พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ คุณดา รวิพัชร์ กุลกาญจนาวัลย์ ผู้จัดการร้านนวดแห่งหนึ่ง ซึ่งร้านดังกล่าว เป็นธุรกิจส่วนตัวของ คุณอ๋อ ซึ่งเป็นภรรยาสุดที่รักของ นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธิ์ ปัถวี

คุณดา รวิพัชร์ กุลกาญจนาวัลย์ เธอบอกเล่ากับทีมข่าวถึงเรื่องราวความรักระหว่างผู้พันแอร์ และคุณอ๋อ ว่า ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อเดือนตุลาคม 2557 แต่ยังไม่มีบุตรธิดาร่วมกัน และจากการที่มีโอกาสได้พบกับทั้งคู่อยู่บ่อยครั้ง ก็พบว่าคู่นี้เป็นคู่ที่น่ารัก และทั้งคู่ต่างก็เป็นคนดีมากๆ

“เวลาคุณแอร์ กับคุณอ๋ออยู่ด้วยกัน เขาจะพูดจากันไพเราะมาก ล่าสุด คุณแอร์เข้ามานวดที่ร้านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 ม.ค.2560) คุณอ๋อเธอก็เข้ามาเย้าแหย่สามีเธอว่า เป็นไงบ้างคะคุณแอร์ สบายไหมคะ เป็นไงบ้างคะหัวหน้าแอร์สบายไหมเอ่ย พวกเขาน่ารักมากจริงๆ ค่ะ และทั้งคู่เขาก็รักกันมาก เวลาอยู่ที่ร้านเขาก็จะพูดคุยกันแบบน่ารักๆ ตอนนี้พี่สงสารคุณอ๋อมากๆ” ดา รวิพัชร์ กล่าวเสียงเครือ

ความรักยังคงอยู่

“คุณแอร์เป็นคนดีมาก เธอเป็นคนน่ารักมาก เป็นคนที่สุขุมเยือกเย็น และยิ่งกับพนักงานด้วยแล้ว ทั้งคู่นับว่าเป็นเจ้านายที่ดีมากๆ ไม่เคยจู้จี้จุกจิก ให้ความไว้วางใจกับเราเป็นอย่างดี มิหนำซ้ำ ยังพูดจาไพเราะ และวางตัวน่าเคารพนับถืออยู่เสมอ” ผู้จัดการร้านนวดบอกเล่าถึงเจ้านายอันเป็นที่รัก

สุดเศร้า

“เมื่อเช้าคุณอ๋อได้โทรเข้ามาที่ร้าน คุณอ๋อไม่ได้พูดอะไรมาก เธอบอกเพียงว่า เครื่องบินตก พี่ดาเดี๋ยวค่อยคุยกันนะคะพี่” ผู้จัดการร้านสะอื้นไห้

ล่าสุด ทีมข่าวได้โทรไปแสดงความเสียใจกับ คุณอ๋อ ภรรยาของ นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธิ์ ปัถวี ซึ่ง ณ ขณะนั้น เธอกำลังเดินทางไปรับศพชายผู้เป็นที่รักของเธอ…

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง…

อยู่ในใจเสมอ

ด้ายข่าวสารจาก ทีมข่าวเฉพราะกิจ

Genting Crown กำถั่ว

Genting Crown กำถั่ว เป็นเกมที่มีกฏกติกาที่เข้าใจง่าย มีผู้ที่ชื่นชอบเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ที่ใช้ในการเดิมพัน Fan Tan (กำถั่ว) คือเกมพนันสดที่ใช้เพียงเม็ดถั่ว หรือ เม็ดกระ ดุม 200-300 เม็ด Genting Crown กำถั่ว แต่เป็นเกมที่คลาสสิกเล่น แล้วจะต้องติดใจ มีให้เลือกเล่นมากมายใน เก็นติ้ง คาวน์ คาสิโนออนไลน์

เกมกำถั่ว Genting Crown ส่วนที่ 1

บัญชี : ชื่อบัญชี : รหัสเข้าใช้งาน (Username) : ชื่อผู้ใช้ในการล๊อคอินเข้ามาเล่นในโปรแกรมคาสิโน
ชน : แสดงหมายเลขเกมส์ขณะนั้น เพื่อใช้ในการอ้างอิง CASINO GENTING CLUB กรณีระบบมีปัญหา
วางเดิมพัน : เงินเดิมพันที่วาง
รวมเงินเดิมพัน : เงินเดิมพัน กำถั่ว ที่วางทั้งหมด
รวมทั้งสิ้น : เงินเดิมพันที่ท่านเล่นทั้งหมด
แทงสูงสุด-ต่ำสุด : แสดงวงเงินเดิมพันขั้นสูง-ขั้นต่ำ ในแต่ละตำแหน่ง ที่สามารถแทงได้ในเกม กำถั่ว Genting
ภาพจริงถ่ายทอดสดจากคาสิโน (จอเล็ก) : เป็นภาพที่ทำการถ่ายทอดสดตรงจากคาสิโน ซึ่งจะเป็นภาพสด (Live Realtime)
บันทึก : แสดงสกอร์สถิติย้อนหลังของเกมส์ที่ผ่านๆมา ในรูปแบบต่างๆ ให้เลือกพิจารณา

เกมกำถั่ว Genting Crown ส่วนที่ 2

ชื่อโต๊ะ : แสดงชื่อโต๊ะที่กำลังเล่นอยู่
แสดงกระดานกำถั่วและตำแหน่งในการนำชิพไปวางเดิมพัน : ซึ่งจะมีช่องต่างๆ ให้ผู้พนันวางเดิมพัน ถั่วโปร Genting Club Casino ให้ผุ้พนันวางตาม ความต้องการ เช่น 2 ตัว 1-2 / 1-3 / 1-4 / 2-3 / 2-4 / 3-4 / 3 ตัว 1-2-3 / 1-2-4 / 1-3-4 / 2-3-4 เป็นต้น และอัตราการจ่ายตามเงื่อนไข
เวลานับถอยหลัง : แสดงเวลาในการวางเงินเดิมพัน ซึ่งหากหมดเวลาจะไม่สามารถวางเงินเดิมพันเพิ่มเติมได้อีก

เกมกำถั่ว Genting Crown ส่วนที่ 3

การเช็ค : แสดงรายละเอียดการเล่นของสมาชิก member center
บริการ : แสดงกติกาการเล่นเกมส์
กติกา : แสดงกติกาการเล่นเกมส์ กำถั่วออนไลน์
ฟังเสียง : เป็นปุ่มเปิด-ปิด เสียงถ่ายถอดสด
ชิฟในการวางเดิมพัน : ยอดชิฟมีจำนวนตั้งแต่ 10 / 100 / 1000 / 5000 / 10000 / 50000 genting club กำถั่ว สามารถคลิ๊กที่ชิฟ และไปคลิ๊ก ที่ตำแหน่งที่ต้องการวางเดิมพันได้เลย ถ้าต้องการวางจำนวนเท่าไหร่ ก็คลิ๊กซ้ำที่ชิฟนั้นๆได้เลยเช่น 200 ก็คลิ๊ก 2 ครั้งที่ชิฟ 100 เป็นต้น
ล้างเดิมพัน : สำหรับกดเพื่อล้างเลิกเดิมพันที่ลงไว้ทั้งหมด
เก็บเดิมพันไว้ : สำหรับกดเพื่อเก็บเดิมพันที่ลงไว้
สลับเปลี่ยน : เป็นปุ่มกดเพื่อเปลี่ยนโต๊ะบาคาร่า ไปยังโต๊ะที่อื่นๆ ที่ท่านสนใจ
ทางออก : เป็นปุ่มกลับออกไปสู่หน้าเลือกเกมส์คาสิโน

เกมกำถั่ว Genting Crown ส่วนที่ 4 : ภาพบรรยากาศการถ่ายทอดสด และภาพกราฟฟิคแสดงผลของไพ่ในแต่ละเกม เพื่อจะดูได้อย่างชัดเจน

ด้ายข่าวสารมาจาก snbbet.com

รื้อสำนวนคืนความยุติธรรม “ครูสาวแพะ”ขับชนคนตาย

ผู้การฯ นครพนม” เตรียมรื้อสำนวนคดีครูสาวตกเป็นแพะขับรถชนคนตาย แต่รอคำสั่งศาลชั้นต้นพิจารณา ยันพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีทำตเมื่อวันที่ 13 ม.ค. พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.นครพนม เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับข้าราชการครูตกเป็นแพะในคดีขับรถชนคนตาย คือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี ข้าราชการครูชาว จ.สกลนคร เหตุเกิดตั้งแต่ตั้งแต่ปี 48 ในท้องที่ของ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม จนกระทั่งมีการพิจารณาตัดสินของศาลฎีกาให้จำเลยติด

คุก เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 56 เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน ซึ่งศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน และมีการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ถึง 3 ศาล โดยศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง และศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จนกระทั่งภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 59 ให้ศาลชั้นต้น คือ ศาลจังหวัดนครพนม ดำเนินการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ เนื่องจากจำเลยมีการร้องทุกข์ผ่านกระทรวงยุติธรรม ว่า เป็นผู้เสียหายในคดีแพะ แต่ถูกดำเนินคดี และได้รับการอภัยโทษออกมา เมื่อปี 58 รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน

โดยในส่วนของตำรวจภูธรนครพนม เบื้องต้นจะต้องรอคำสั่งของศาลชั้นต้น ในการพิจารณารื้อคดีใหม่ตามกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเป็นคดีที่ขึ้นสู่ศาลและสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมแล้ว ทางตำรวจต้องรอคำสั่งศาลในการสอบสวนดำเนินคดีใหม่ แต่ได้มีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รวมถึงสำนวนการสอบสวน พบว่า มีการกระทำการสอบสวนพยาน ตรวจสอบเอกสารหลักฐานตามขั้นตอนถูกต้อง แต่ส่วนของความผิดพลาด หรือเป็นเหตุให้จำเลยติดคุกนั้น ถือว่าเป็นกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายที่จะต้องไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง

ในส่วนของเรื่องระเบียบหรือความผิดของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี หากมีความผิดพลาด จะต้องรอการตรวจสอบตามขั้นตอนอีกครั้ง แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ถือว่าตำรวจทำตามหน้าที่ และกระบวนการของการสอบสวนทุกขั้นตอน นอกจากนี้ในส่วนของการดำเนินคดีต่อเนื่องกับผู้ที่กระทำความผิดจริง ยังไม่สามารถไปดำเนินคดีได้ จะต้องรอกระบวนการของศาลชั้นต้น เพื่อจะได้สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปามหน้าที่ ส่วนคนผิดจริง ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้

เหยื่อค้ากามแจ้งจับ”ด.ต.”คนบงการบังคับเด็กสาวค้าประเวณี แฉหากขัดขืนขู่ทำร้าย โพสต์ประจาน

มื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 มกราคม ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ และนางเอ(นามสมมุติ) มารดา เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.มานะ กลีบสตบุศย์ รองผบก.ปคม. เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้ดำเนินคดีกับ ด.ต.นายหนึ่ง ใน จ.แม่ฮ่องสอน ในข้อหาค้ามนุษย์ โดยกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายบังคับเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ค้าประเวณี

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า พาผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์มาร้องขอความเป็นธรรม และแจ้งความดำเนินคดีกับ ด.ต. ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายบังคับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ขายบริการให้กับนักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน รวมถึงข้าราชการในจ.แม่ฮ่องสอน มีเครือข่ายที่ขายบริการไม่ต่ำกว่า 20 คน โดยให้วัยรุ่นเสพสารเสพติดอีกด้วย เมื่อวัยรุ่นสาวติดสารเสพติดแล้วจึงบังคับให้มาค้าบริการ ปลายปี 2559 มีการจับกุมแม่เล้า 2 คน ที่เป็นเครือข่ายของ ด.ต.นายนี้ โดยน.ส.บี ผู้เสียหาย และมารดา ไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีนี้ เนื่องจากกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค5(บช.ภ.5) ไม่ได้สืบสวนขยายผลต่อไปถึงด.ต.นายดังกล่าว ซึ่งมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติเกินฐานะที่เป็นด.ต. จึงมาแจ้งความให้ดำเนินคดีกับตำรวจนายนี้

น.ส.เอ มารดาของน.ส.บี ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อในคดีค้ามนุษย์ ขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปี กล่าวว่า ช่วงปลายปี2557 ต่อเนื่องจนถึง ปลายปี 2559 ลูกสาวถูกบังคับขืนใจให้ค้าบริการทางเพศ จากกลุ่มของน.ส.ปิยะวรรณ (สงวนนามสกุล) และน.ส.ปิยะทัศน์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งน.ส.ปิยะวรรณ เป็นธุระจัดหาวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เป็นนักเรียนและนักศึกษาในจ.แม่ฮ่องสอน เบื้องหลังมีนายตำรวจชั้นประทวนยศด.ต. และน.ส.ปิยะทัศน์ เป็นผู้จัดหาหญิงสาววัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ค้าประเวณี โดยน.ส.ปิยะวรรณ และน.ส.ปิยะทัศน์ จะหักค่าหัวคิวครั้งละ 1,000 บาทต่อลูกค้าหนึ่งราย หากเด็กสาวคนใดไม่ยินยอมจะถูกน.ส.ปิยะวรรณข่มขู่ทำร้ายร่างกาย โพสต์ประจานทางสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก และแอพลิเคชั่นไลน์ จนทำให้เด็กสาวเกิดความกลัว

น.ส.เอ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เนื่องจากเป็นพยานสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอยู่ในความคุ้มครองของตำรวจ มีตำรวจนำรูปภาพหญิงสาววัยรุ่นเป็นไซด์ไลน์ เมื่อดูภาพก็ต้องตกใจเพราะหนึ่งในภาพที่ตำรวจนำมาให้ดูพบว่าเป็นบุตรสาวของตน จึงร่วมกับตำรวจวางแผนล่อซื้อจับกุม และจับแม่เล้าได้ 2 ราย แต่ไม่สามารถจับกุม ด.ต.ผู้อยู่เบื้องหลังได้ จึงร้องเรียนไปยังบช.ภ. 5 และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการตรวจสอบสรุปว่าเป็นการเข้าใจผิด ตนพร้อมบุตรสาวจึงเดินทางมาที่บก.ปคม.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับด.ต.นายดังกล่าวในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์

น.ส.เอ กล่าวอีกว่า บุตรสาวตกเป็นเหยื่อของน.ส.ปิยะวรรณ และน.ส.ปิยะทัศน์ เช่นเดียวกัน ซึ่งขบวนการค้ามนุษย์กลุ่มนี้มีเด็กวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ด.ต.นายดังกล่าว ได้ให้น.ส.ปิยะวรรณ ติดต่อให้น.ส.บีกับพวกรวม 3 คน มาขายบริการให้กับแขกวีไอพี ซึ่งด.ต.นายนี้อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ของนาย ต่อมา บช.ภ.5ได้ล่อซื้อบริการจากชุดสืบสวนสภ.เมืองแม่ฮ่องสอน จนสามารถจับกุมน.ส.ปิยะทัศน์ ได้พร้อมกับเหยื่อวัยรุ่นอีก 2 คน ต่อมาขยายผลจับน.ส.ปิยะวรรณ เพิ่มอีก 1 คน คดีนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของสภ.เมืองแม่ฮ่องสอน แต่ตนและบุตรสาวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพนักงานสอบสวนสภ.เมืองแม่ฮ่องสอน เนื่องจากไม่ยอมขยายผลถึงด.ต.ที่เป็นตัวการใหญ่

น.ส.บี กล่าวต่อว่า ตนรู้จักกับรุ่นพี่ที่ชื่อน.ส.ปิยะวรรณ ได้ชักชวนไปให้ขายบริการ แต่ไม่ยอมไป จึงถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกายและจะประจานในสื่อสังคมออนไลน์ มาทราบว่าด.ต.คนนี้อยู่เบื้องหลังเนื่องจากน.ส.ปิยะวรรณเป็นคนเล่าให้ฟัง ซึ่งในจ.แม่ฮ่องสอนเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลัวด.ต.คนนี้ ตนเคยโดนข่มขู่ว่าหากไม่ไปขายบริการจะโดนทำร้ายร่างกาย และบุกมาหาถึงห้องอีกด้วย